วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Diary notes3

Diary notes


วิชา  การจัดประสบการณ์ศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Creative Art Experiences Management for Early Childhood)

อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
วัน/เดือน/ปี 28/01/59
เรียนครั้งที่ 3 เวลาเรียน 08:30 - 13:30
กลุ่ม 102 วันพฤหัสบดี ห้อง 15-0707




Knowledge


                       วัสดุ อุปกรณ์ สำหรับงานศิลปะเด็กปฐมวัย




วัสดุที่ใช้ในงานศิลปะ

วัสดุ คือ สิ่งที่ใช้แล้วหมดไป เช่น กระดาษ สี กาว ฯลฯ

  • วัสดุที่ใช้ในการทำผลงานทางศิลปะอาจเป็นวัสดุที่มีขายทั่วไปหรือเป็นวัสดุจากธรรมชาติ หรือที่มีในท้องถิ่น และเหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของเด็ก หลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นอันตรายกับเด็ก เช่น วัสดุที่มีปลายแหลม   คม แตกหักง่าย  ภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมี  หรือน้ำยาต่างๆที่ยังอาจติดค้าง  หรือมีกลิ่นระเหยที่เป็นอันตรายต่อเด็ก


วัสดุที่ใช้ในงานศิลปะของเด็กปฐมวัย

  • กระดาษ  เป็นวัสดุที่สามารถนำมาใช้สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ    ได้อย่างกว้างขวาง เพราะ หาง่าย ราคาไม่แพง เป็นวัสดุที่เด็กคุ้นเคย เช่น กระดาษวาดเขียน  กระดาษปรู๊ฟ กระดาษโปสเตอร์สีต่างๆ กระดาษมันปู กระดาษจากนิตยสารที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น    

  การนำกระดาษมาใช้กับเด็กครูควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้งานของกิจกรรมนั้นๆ เพื่อจะได้งานที่

ดี สวยงามและเหมาะสม  ไม่ควรใช้กระดาษที่มีราคาแพงจนเกินไป

  • กระดาษวาดเขียน  ซึ่งมีความหนาไม่เท่ากัน ที่เรียกเป็นปอนด์ มี 60  80  100 ใช้ได้ดีกับงานวาดรูป ระบายสีทุกชนิดสำหรับเด็ก
  • กระดาษโปสเตอร์  มีทั้งชนิดหน้าเดียว และสองหน้า ทั้งหนาและบาง สีสดใส หลากสี ราคาค่อนข้างแพง ใช้ในงานตัด ประดิษฐ์เป็นงานกระดาษสามมิติเป็นส่วนมาก
  • กระดาษมันปู  เป็นกระดาษผิวเรียบมันด้านหนา ด้านหลังเป็นสีขาว มีสีทุกสี เนื้อบาง เหมาะกับการทำศิลปะประเภทฉีก ตัด พับ ปะกระดาษ
  • กระดาษจากนิตยสาร  เป็นกระดาษที่เหมาะในการนำมาใช้กับเด็กเล็กๆ เพราะไม่ต้องซื้อหา เพียงแต่สะสมไว้ ซึ่งสามารถใช้แทนกระดาษมันปูได้เป็นอย่างดี
  • กระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นกระดาษที่ใช้ได้เช่นเดียวกับกระดาษนิตยสาร แต่จะบางกว่า แต่หมึกอาจเลอะมือเด็กได้มากกว่า แต่ก็มีขนาดใหญ่ใช้ในการรองปูโต๊ะหรือพื้นกันเปื้อน ใช้ในงานที่ต้องการกระดาษชิ้นใหญ่ๆ เช่นการทำหุ่นตัวใหญ่ๆ



สีที่ใช้ในงานศิลปะของเด็กปฐมวัย

  • สี เป็นวัสดุที่ดึงดูดความสนใจของเด็กเป็นอย่างมาก สีที่ใช้ในงานศิลปะของเด็กปฐมวัย เช่น สีเทียน สีฝุ่น สีโปสเตอร์ สีผสมอาหาร สีจากธรรมชาติต่างๆ สีแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกิจกรรมแต่ละประเภทที่จัดให้กับเด็ก
  • สีเทียน ( Caryon )  คือสีที่ผสมกับขี้ผึ้ง    แล้วทำเป็นแท่ง มีหลายสีหลายขนาด สีเทียนที่ดีควรมีสีสด ไม่มีไขเทียนมากเกินไป  สีเทียนที่มีราคาถูกมักมีส่วนผสมของขี้ผึ้งมากกว่าเนื้อสี เมื่อนำมาใช้จะได้สีอ่อนๆ ใสๆ ไม่ชัดเจน มีเทียนไขเกาะกระดาษหนา ควรเลือกชนิดที่มีเนื้อสีมากกว่าเนื้อเทียน มีสีสด แท่งโต เพื่อเด็กหยิบจับถนัดมือกว่าแท่งเล็กและไม่หักง่าย หากซื้อเป็นกล่องควรเปิดดูที่มีสีสดๆ สีเข้มๆมากกว่าสีอ่อนๆ  ถ้าไม่มีสีขาวเลยจะดีกว่า เพราะเด็กใช้สีขาวน้อย  

                                 
  • สีชอล์กเทียน (oil pasteal)  เป็นสีที่มีราคาแพงกว่าสีเทียนธรรมดา โดยทั่วไปคล้ายสีเทียน เป็นสีชอล์กที่ผสมน้ำมันหรือไข สีสดใส เนื้อนุ่ม สีหนา เมื่อระบายด้วยสีชนิดนี้แล้ว สามารถใช้เล็บ นิ้วมือ หรือกระดาษทิชชู ตกแต่ง เกลี่ยสีให้เข้ากันคล้ายรูปที่ระบายด้วยสีน้ำมัน สีชอล์กมักจะทำเป็นแท่งกลมเล็กๆ และมีสีมากเกินไปเหมาะสำหรับเด็กโตมากกว่าเด็กเล็ก   


                                                  
  • สีเทียนพลาสติก (plastic crayon)  ผลิตขึ้นจากสีและพลาสติกผสม ทำเป็นแท่งเล็กๆ แข็ง มีสีสดหลายสี ใช้ระบายสีง่าย เหลาได้เหมือนดินสอ จึงสามารถระบายในส่วนที่มีรายละเอียดได้และสามารถใช้ยางลบธรรมดาลบบางส่วนที่ไม่ต้องการออกได้ แต่มีราคาแพงมาก                                  
  • สีเมจิก  (Water color)  บรรจุเป็นด้ามคล้ายปากกามี 2 ชนิด คือชนิดปลายแหลมและปลายตัด  เป็นสีที่สว่างสวยงามและสดใส เหมาะสำหรับการขีดเขียนลายเส้น หรือการเขียนตัวหนังสือแต่อาจไม่เหมาะสำหรับเด็กระบายสีเนื้อที่กว้าง แต่เด็กเล็กๆ จะชอบเพราะใช้สะดวก สีสด แห้งเร็ว ถ้าเปื้อนล้างออกง่าย                                                                                                                                      
  • ปากกาปลายสักหลาด(felt pen)     บางทีเรียก ปากกาเคมี เป็นปากกาพลาสติก ปากเป็นสักหลาดแข็ง ภายในบรรจุด้วยหลอดสี เมื่อเขียนหมึกจะไหลซึมผ่านปากสักหลาดมาสู่พื้นกระดาษให้สีสดใสมาก ไม่เหมาะในการระบายพื้นที่กว้าง ถ้าทิ้งไว้นานๆ สีจะซีดเร็ว ควรให้เด็กสวมปลอกปากกาทุกครั้งที่เขียนเสร็จ                                                                                                 
                                
  • ดินสอ (pencil)  เด็กๆ ส่วนมากอยากใช้ดินสอในการวาดรูป เหมือนผู้ใหญ่ทำกัน แต่อย่างไรก็ดี ไม่ควรใช้ดินสอเป็นเครื่องมือในการวาดรูปสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี เพราะการเสดงออกตามธรรมชาติของเด็กจะหดหายไป                                                                                                          
  • ดินสอสี (color pencil) หรือสีไม้ ดินสอสีก็เช่นเดียวกับดินสอ คือเหมาะสำหรับเด็กโตๆ มากกว่าเด็กเล็กๆ เพราะนอกจากจะหัก ทู่ง่าย ต้องเหลาบ่อยๆ มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับเทียนหรือสีประเภทผสมน้ำ





สีที่ต้องผสมน้ำหรือเป็นน้ำ


สีประเภทนี้ ได้แก่ สีฝุ่น สีน้ำ   สีโปสเตอร์ สีผสมอาหาร    สีพลาสติกผสมน้ำ ฯลฯ   สีแต่ละประเภทมี

ลักษณะเฉพาะ
  • สีฝุ่น (tempera)  เป็นสีผง ทึบแสง มีหลายสี ใช้ผสมน้ำให้ใสข้นเป็นครีมอาจผสมกาวหรือแป้งเปียกด้วย ขึ้นอยู่กับงานแต่ละชนิด มีราคาถูกกว่าสีประเภทอื่น เก็บไว้ใช้ได้นาน มีขายตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป เวลาใช้ต้องผสมกับของเหลวที่เหมาะสม นอกจากน้ำแล้วก็มีน้ำนม น้ำแป้งและน้ำสบู่

  • สีโปสเตอร์ (poster color) ก็คือสีฝุ่นที่ผลิตบรรจุขวดขาย เป็นสีทึบแสง มีหลายสีใช้ผสมน้ำ เป็นสีที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมใช้เลย ลักษณะคล้ายครีมมีราคาแพงกว่าสีฝุ่น เป็นสีที่เด็กๆ ใช้ง่าย แต่ถ้าต้องการสีอ่อนๆ จะผสมน้ำไม่ได้ จะต้องใช้สีขาวผสมจะได้สีอ่อน ระบายได้เรียบ
  • สีน้ำ (water color) เป็นสีโปร่งแสง ไหล ผสมกลมกลืนง่าย สามารถใช้ในส่วนที่เป็นรายละเอียดได้ มีทั้งที่เป็นหลอดและก้อน ใช่กับพู่กันกลมหรือพู่กันแบนขนนุ่มช่วยระบาย น้ำเป็นตัวละลายให้ได้สีเข้มหรือเจือจางต่างกันออกไป เด็กเล็กๆ มักจะไม่ค่อยชอบใช้สีน้ำ เพราะเด็กช่วงนี้หากใช้สีน้ำในช่วงนี้ เด็กจะต้องคอยใช้พู่กันจามสีอยู่เสมอจึงวาดได้ ทำให้กระดาษเป็นรอยจุดๆ เส้นต่างๆ จะไหลไปถึงกัน ทำให้ภาพไม่ชัดเจน จนในที่สุดก็ดูไม่รู้เรื่อง ทำให้เด็กเบื่อเพราะควบคุมสียาก จึงเหมาะกับเด็กโตมากกว่าเด็กเล็ก

  • สีพลาสติก (plastic or acrylic) มีขายตามร้านวัสดุก่อสร้าง บรรจุในกระป๋องหลายขนาด และแบบในหลอด ราคาสูง มีเนื้อสีข้น ระบายได้เนื้อสีหยาบ มีกลิ่น เหมาะกับงานใหญ่ที่ไม่ต้องใช้รายละเอียดมากนัก สามารถใช้แทนสีฝุ่นหรือสีน้ำได้ ข้อเสียคือ แปรงหรือพู่กันจะต้องจุ่มไว้ในน้ำเสมอ ขณะที่พักการใช้ชั่วคราว และจะต้องล้างอย่างดีหลังจากเลิกใช้แล้ว เนื่องจากสีมีคุณสมบัติแห้งเร็วจะทำให้พู่กันหรือแปรงแข็งใช้ไม่ได้





 สีจากธรรมชาติ

      สีจากธรรมชาติจะเป็นสีที่ได้จาก ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ ลำต้น ราก หรือ เปลือกของพืช ดิน ฯลฯ 

เป็นสีที่ไม่สารเคมีเจือปน จึงไม่เป็นอันตราย แก่เด็ก อย่างไรก็ตาม สีจากธรรมชาติบางชนิดก็อาจเป็น

อันตรายที่เกิดจากอาการแพ้ในรูปแบบต่างๆ ได้









วัสดุที่ใช้ในการทำศิลปะ

  • กาว  กาวที่เหมาะสมกับเด็กมากที่สุดคือกาวที่กวนเองจากแป้งมันหรือแป้งข้าวเหนียว เรียกว่าแป้งเปียก ราคาถูก ใช้งานได้ง่ายกว่ากาวชนิดอื่นๆ  ไม่เหนียวเหนอะหนะหรือยืดยาวเป็นเส้น ล้างออกง่าย นอกจากนี้ยังมี กาวน้ำ และ กาวลาเท็กซ์ ส่วนกาวถาวร หรือนิยมเรียกกันว่า กาวตราช้าง หรือกาวร้อน มักใช้ติดงานที่ต้องการความติดแน่นคงทน หากติดมือจะล้างออกยากมากต้องแช่และล้างในน้ำอุ่น เหมาะสำหรับผู้ใหญ่

  • ดินเหนียว หรือดินตามธรรมชาติมีมากในต่างจังหวัด ขุดหาได้ทั่วไป มีความนิ่มเหนียว นำมาใช้ปั้น ตากแห้งหรือเผาเป็นเครื่องปั้นดินเผาได้ ระบายสีได้

  • ดินน้ำมัน เป็นดินที่มีส่วนผสมของน้ำมันผสมอยู่ มีกลิ่นแรง เนื้อนิ่มเมื่อโดนความร้อน และแข็งได้เมื่อเจออากาศเย็น เหนียวติดมือไม่เหมาะกับเด็กเล็กๆ

  • ดินวิทยาศาสตร์ มีลักษณะนิ่ม มีหลายสี ไม่เหนียวติดมือเหมือนดินน้ำมัน และมักจะไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายเจือปน จึงเหมาะสำหรับเด็ก




อุปกรณ์ที่ใช้ในงานศิลปะ
อุปกรณ์ คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน เป็นสิ่งที่ไม่หมดเปลืองไป แต่มีอายุในการใช้งานยืนนานตามชนิดหรือคุณภาพของสิ่งนั้นๆ

















ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสี
1.  สีเป็นองค์ประกอบของศิลปะที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกมากกว่าองค์ประกอบชนิดอื่น
2.  สีเป็นวัตถุที่ได้จากธรรมชาติหรือจากที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา
            - สีจากธรรมชาติ เช่น สีของดอกไม้ ใบไม้ ผล ราก ลำต้น
            - สีจากการสังเคราะห์ขึ้นมา เช่น สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีอะคริลิก สีฝุ่น สีน้ำมัน สีทาบ้าน สีพลาสติก ฯลฯ

ทฤษฎีสี (Theory of colors)















อิทธิพลของสีที่ให้ความรู้สึก
  • สีเหลือง         ร้อนและเย็น สว่าง เลื่อมใส น่าศรัทธา สดชื่น
  • สีแดง             ร้อนรุนแรง ตื่นเต้น เร้าใจ
  • สีเขียว            เย็น เจริญงอกงาม สดชื่น
  • สีน้ำเงิน          เย็น สงบเงียบ ความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์
  • สีม่วง              เศร้า ลึกลับ ร้อนและเย็น มีเสน่ห์
  • สีส้ม                ร้อน รุนแรง ตื่นเต้น
  • สีน้ำตาล         ความแห้งแล้ง น่าเบื่อหน่าย 
  • สีดำ                 เศร้า มืด หนักแน่น น่ากลัว
  • สีเทา               สงบ สบายใจ เคร่งขรึม
  • สีขาว               สะอาด บริสุทธิ์ เรียบง่าย สว่าง
  • สีฟ้า                สว่าง มีชีวิตชีวา
  • สีชมพู             ร่าเริง สดใส



เทคนิคการเล่นกับสีน้ำ



การหยดสี








การเทสี




การเป่าสี




การทับสี




การสลัดสี






การขูดสี







การดึงเส้นด้ายชุบสี






การกลิ้งลูกแก้วชุบสี



การละเลงสี




การพิมพ์ภาพ


          



กิจกรรมสร้างสรรค์

กิจกรรมที่1  จุดต่อจุดเป็นภาพ


                                                      Before                                    After
                         



กิจกรรมที่2  วาดลวดลายที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่อง และนำลายในแต่ละชองมาวาดในรูปสัตว์ให้สวยงาม





                   
Skill
  • ทักษะการคิดสร้างสรรค์
  • ทักษะการแก้ปัญหา
  • ทักษะด้านศิลปะ

Adoption

          การนำความรู้ไปศึกษา เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับตนเองมากยิ่งขึ้นและนำไปปรับใช้ในการสอนศิลปะสร้างสรรค์กับเด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง ให้เด็กได้ระบายสีภาพที่วาดด้วยเองเองโดยที่ครูปล่อยให้เด็กได้ใช้จินตนาการของตนเอง เด็กจะได้มีความอิสระ และความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น


Evaluation


Self = เข้าเรียนตรงต่อเวลา การแต่งตัวเรียบร้อย ร่วมทำกิจกรรมและตั้งใจทำกิจกรรม ทุกๆกิจกรรม        และได้พัฒนาความคิดของตนเองด้วย

Friends = เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็จะตั้งใจฟังอาจารย์ดี และตั้งใจทำกิจกรรม

Teacher = อาจารย์จะสอนและคอยอธิบายให้นักศึกษาฟังอย่างละเอียดเสมอและคอยกระตุ้นให้             นักศึกษาฝึกการคิดตามและเห็นภาพ

Diary notes2

Diary notes

วิชา  การจัดประสบการณ์ศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
(Creative Art Experiences Management for Early Childhood)
อาจารย์ผู้สอน  อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
วัน/เดือน/ปี 21/01/59
เรียนครั้งที่ 2 เวลาเรียน 08:30 - 13:30
กลุ่ม 102 วันพฤหัสบดี ห้อง 15-0707




Knowledge

ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับศิลปะสร้างสรรค์




ทฤษฏีพัฒนาการ

   -พัฒนาการทางศิลปะของโลเวนเฟลด์

ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

    -ทฤษฏีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด Guilford

นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน  ศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ของสติปัญญา

-เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์  -ความมีเหตุผล  -การแก้ปัญหา

    ความสามารถของสมอง  แบ่งออกเป็น 3 มิติ

มิติที่ 1 เนื้อหา  

เกี่ยวกับข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่เป็นสื่อที่เป็นการคิด

สองรับข้อมูลเข้าไปคิดพิจารณา 4 ลักษณะ ภาพ สัญลักษณ์ ภาษา พฤติกรรม

มิติที่ 2 วิธีการคิด 

แสดงถึงลักษณะการทำงานของสมองใน 5 ลักษณะ

-การรู้จัก การเข้าใจ  -การจำ  -การคิดแบบอเนกนัย    -การคิดแบบเอกนัย   -การประเมินค่า

มิติที่ 3 ผลของการคิด

แสดงถึงผลที่ได้จากการทำงานของสมองจากมิติที่ 1 และมิติที่ 2

มี 6 ลักษณะ  หน่วย จำพวก ความสัมพันธ์ ระบบ การแปลงรูป  การประยุกต์


  สรุป เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับโครงสร้างทางสติปัญญา  ทำให้ทราบถึงความสามารถของสมองที่แตกต่างกัน

ถึง 120 ความสามารถตามแบบจำลองโครงสร้างทางสติปัญญาในลักษณะ 3 มิติ คือ เนื้อหา 4 มิติ วิธีการ

คิด 5 มิติ  และผลทางการคิด 6 มิติ  รวมความสามารถทางความคิดสร้างสรรค์ด้วย คือ วิธีคิดแบบอเนก

นัย เป็นการคิดหลายทิศทาง  หลายแง่มุม คิดได้กว้าง ซึ่งลักษณะการคิดนี้ จะนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้น

สิ่งที่แปลกใหม่



    -ทฤษฏีความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์  Torrance

นักจิตวิทยา และนักการศึกษาชาวอเมริกัน เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ว่า

-ความคล่องแคล่วในการคิด  -ความยืดหยุ่นในการคิด  -ความริเริ่มในการคิด

แบ่งลำดับความคิดสร้างสรรค์ เป็น 5 ขั้น 

  1. ขั้นการค้นพบความจริง  เป็นขั้นเริ่มต้น ค้นพบสาเหตุ
  2. ขั้นการค้นพบปัญหา  เป็นขั้นที่สามารถคิดได้และเกิดความเข้าใจปัญหา
  3. ขั้นการตั้งสมมติฐาน  พยายามแก้ไขปัญหา หาทางออกโดยการตั้งสมมติฐาน
  4. ขั้นการค้นพบคำตอบ   เป็นการทดลองสมมติฐาน เพื่อหาคำตอบ
  5. ขั้นตอบรับผลจากการค้นพบ  ทดสอบสมมติฐานและสรุปสมมติฐาน เพื่อการแก้ปัญหาหรือทางออกที่ดีที่สุด
     สรุป เป็นกระบวนการของความรู้สึกไวต่อปัญหา หรือสิ่งที่ขาดหายไป แล้วเกิดความพยายามในการ

สร้างแนวคิด ตั้งสมมติฐาน  ทดสอบสมติฐาน และเผยแพร่ผลที่ได้ให้ผู้อื่นรับรู้  ขั้นความคิดสร้างสรรค์นี้มี

ลักษณะคล้ายคลึงกับขั้นการแก้ปัญหา ทางวิทยาศาสตร์ จึงเรียกว่า กระบวนการแก้ปัญหาอย่าสร้างสรรค์

   


 -ทฤษฏีความรู้สองลักษณะ (สมอง สองซีก)

เป็นทฤษฏีที่ได้รับความสนใจ เกี่ยวกับการทำงานของสมองมนุษย์

การทำงานของสมองสองซีก ต่างกัน

   สมองซีกซ้าย      ทำงานส่วนความคิดที่เป็นเหตุผล

   สมองซีกขวา      ทำงานส่วนจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์




- ทฤษฏีการคิดสองลักษณะ

      แพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี กล่าวว่า คนเรามีสมอง 2 ซีก

สมองซีกขวา ซึ่งเป็นส่วนของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาได้มากในช่วง 4-ปี

สมองซีกซ้าย เป็นส่วนของความคิดที่มีเหตุผล พัฒนาในช่วง 9-12 ปี เจริญเติบโตช่วง 11-13 ปี

      แนวคิดเกี่ยวกับสมองสองซีกได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาการจัดการศึกษา คือ ผู้เรียนได้เรียนรู้

และทำกิจกรรมแบบบูรณาการ มีการเรียนรูแบบวัฏจักรการเรียนรู้ หรือ 4 MAT และมีการทำกิจกรรมที่

หลากหลาย





   -ทฤษฏีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์  Gardner

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาการศึกษา ชาวอเมริกัน ศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายของสติปัญญา

 ผู้คิดค้นทฤษฏีพหุปัญญา

      ทฤษฏีพหุปัญญาจำแนกความสามารถเอาไว้ 9 ด้าน ได้แก่  ความสามารถด้านภาษา  ความสามารถ

ด้านดนตรี   ความสามารรถด้านกีฬาและการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย   ความสามารถด้านมนุษย์

สัมพันธ์  ความสามารถด้าธรรมชาติศึกษา   ความสามารถในการคิดพลิกแพลง   ความสามารถด้านตรรกะ

วิทยาและคณิตศาสตร์   ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์   ความสามารถด้านจิตวิเคราะห์

ลักษณะสำคัญของทฤษฏีพหุปัญญา

    ปัญญามีลักษณะเฉพาะด้าน  ทุกคนมีปัญญาแต่ละด้าน ทั้ง 9 ด้านมากน้อยแตกต่างกัน และสามารถ

พัฒนาให้สูลขึ้นได้ และปัญญาต่างๆสามารถทำงานร่วมกันได้ และมีความหลากหลาย




   -ทฤษฏีโอศา Auto

เดวิส Davis  และ ซัลลิแวน Sullivan

ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน และสามารถพัฒนาได้ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามรูป

แบบโอศา มีลำดับการพัฒนา 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 ความคิดตระหนัก
การพัฒนาปรีชาญาณ การรู้จักและเข้าใจตนเอง การมีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ขั้นตอนที่ 2 ความเข้าใจ
มีความรู้เนื้อหาในเรื่องบุคลิกภาพ  เทคนิควิธีการความคิดสร้างสรรค์

ขั้นตอนที่ 3 เทคนิควิธี
การระดมสมอง การคิดเชิงเปรียบเทียบ การฝึกจินตนาการ เทคนิคในการฝึกความคิด

ขั้นตอนที่ 4 การตระหนักในความจริงของสิ่งต่างๆ
เปิดกว้างรับประสบการณ์ต่างๆมีความคิดริเริ่มและผลิตผลงานด้วยตนเอง





พัฒนาการทางศิลปะ

เคลล็อก Kellogg  ศึกษางานขีดๆเขียนๆของเด็กปฐมวัยและจำแนกได้เป็น 4 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 ขั้นขีดเขี่ย Placement Stage  เด็กวัย 2 ขวบ
ขีดๆเขียนๆตามธรรมชาติ เป็นเส้นตรงบ้างโค้งบ้าง โดยปราศาจากการควบคุม


ขั้นที่ 2 ขั้นเขียนเป็นรูปร่าง  Shape Stage  เด็กวัย 3 ขวบ
ขีดๆเขียนเป็นรูปร่างมากขึ้น เขียนวงกลมได้ ควบคุมมือกับตาให้สัมพันธ์กันมากขึ้น



ขั้นที่ 3 ขั้นรู้จักออกแบบ  Design Stage  เด็กวัย 4 ขวบ
ขีดๆเขียนๆที่เป็นรูปร่างเข้าด้วยกัน วาดโรงเส้นหรือวาดสี่เหลี่ยมได้



ขั้นที่ 4 ขั้นการวาดแสดงเป็นภาพ  Pictorial Staga   เด็กวัย 5 ขวบขึ้นไป
เริ่มแยกแยะวัสดุที่เหมือนกันได้ รับรู้ความเป็นจริง ควบคุมการขีดเขียนได้ วาดสามเหลี่ยมได







พัฒนาการด้านร่างกาย

กีเซลล์และคอร์บีน สรุปพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัยตามลักษณะพฤติกรรมทางการใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก

ด้านการตัด
  อายุ 3-ปี ตัดกระดาษเป็นชิ้นส่วนเล็กได้
  อายุ 4-ปี ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้
  อายุ 5-ปี ตัดกระดาษตามเส้นโค้งหรือรูปต่างๆได้

การขีดเขียน
  อายุ 3-ปี เขียนรูปวงกลมตามแบบได้
  อายุ 4-ปี เขียนรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสตามแบบได้
  อายุ 5-ปี เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้

การพับ
  อายุ 3-ปี พับและพับสันกระดาษสองทบตามแบบได้
  อายุ 4-ปี พับและพับสันกระดาษสามทบตามแบบได้
  อายุ 5-ปี พับและพับสันกระดาษได้คล่องแคล่ว

การวาด
  อายุ 3-ปี วาดภาพคนได้
  อายุ 4-ปี วาดส่วนประกอบต่างๆของคนได้

  อายุ 5-ปี วาดเป็นมิติได้




กิจกรรมสร้างสรรค์

กิจกรรมที่1 มือน้อยสร้างสรรค์

                                                     Before                                    After



กิจกรรมที่2 วาดภาพต่อเติมจากเส้นที่กำหนดให้ พร้อมตกแต่งระบายสีให้สวยงาม


                                                    Before                                                                 After





Skill
  • ทักษะการคิด
  • ทักษะการตอบคำถาม
  • ทักษะการวาดภาพ

Adoption

          การนำความรู้ไปศึกษา เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับตนเองมากยิ่งขึ้นและนำไปปรับใช้ในการสอนศิลปะสร้างสรรค์กับเด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้อง ให้เด็กได้ระบายสีภาพที่วาดด้วยเองเองโดยที่ครูปล่อยให้เด็กได้ใช้จินตนาการของตนเอง เด็กจะได้มีความอิสระ และความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น


Evaluation


Self = เข้าเรียนตรงต่อเวลา การแต่งตัวเรียบร้อย ร่วมทำกิจกรรมและตั้งใจทำกิจกรรม ทุกๆกิจกรรม        และได้พัฒนาความคิดของตนเองด้วย

Friends = เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็จะตั้งใจฟังอาจารย์ดี และตั้งใจทำกิจกรรม

Teacher = อาจารย์จะสอนและคอยอธิบายให้นักศึกษาฟังอย่างละเอียดเสมอและคอยกระตุ้นให้             นักศึกษาฝึกการคิดตามและเห็นภาพ